เทคนิคการสร้างกระแสปากต่อปากสำหรับคนทำเว็บ

Case Study For WOM

Jakrapong.com

ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Positioning เดือนธันวาคม 2552

ส่วนตัวผมเองเวลามีแขกรับเชิญมาพูดที่บริษัท บางครั้งจะมีวิทยากร ที่บินมาจากซิลิคอนวัลลีย์มาแชร์ความรู้ใหม่ๆ ให้ฟัง และวิทยากร ก็มักจะเอ่ยถึงกรณีศึกษาต่างๆ ที่มาจากสมาคมการตลาด แบบปากต่อปากที่อเมริกา หรือชื่อภาษาอังกฤษว่า Word of Mouth Marketing Association (WOMMA) http://womma.org/about/

สาเหตุที่ผมนำเรื่องของ WOMMA ขึ้นมาเกริ่นกับคุณผู้อ่านเพราะ WOMMA อ้างว่าการตลาดแบบบอกปากต่อปากนั้นเป็นการตลาดที่ (พวกเขาเชื่อว่า) มีประสิทธิภาพมากที่สุด สำหรับเมืองนอกเองกระแสนี้มีมานานแล้ว ส่วนบ้านเราเองก็มีมานานแล้วเช่นกัน เพียงแต่ไม่ได้จัดตั้งเป็นองค์กร ที่เฉพาะเจาะจงลงไปในเรื่องของ Word of Mouth อย่างชัดเจน แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อสอบถามถึงความสำคัญของ Word of Mouth นักการตลาดออนไลน์ไทยจะบอกว่ามันสำคัญมากแทบจะทุกราย

และผมเชื่อว่าเว็บมาสเตอร์เกือบทุกคนรู้วิธีการใช้เครื่องมืออย่างบล็อก, Wiki, เว็บแนว QnA, เว็บบอร์ด, Social media กันอยู่แล้ว วันนี้ผมเลยนำเกร็ดเล็ก เกร็ดน้อยใน “วิธีการ” และ “แนวคิด” ในการสร้าง Word of Mouth จากประสบการณ์ของผมมาฝากหน่วย รวมทั้งมุมมองต่างๆ ของคน ในแวดวงดอทคอมมาฝากกันด้วยครับ

แนวคิิดในเรื่องการสร้างกระแสบอกปากต่อปากนั้นจะว่าไป ไม่มีเทคนิค ตายตัวอะไร แต่จากการทำงานที่เจอะเจอมา มันจะมีองค์ประกอบอยู่ไม่กี่อย่าง ซึ่งต้องอยู่ด้วยกันครบ แล้วก็จะทำให้สิ่งที่เราต้องการกระจายออกไปได้อย่าง รวดเร็ว นั่นก็คือ

1. ชัดเจนในจุดยืนและการนำเสนอ – ต้องรู้ก่อนว่าจุดหมายในธุรกิจของเราคืออะไร ให้มองภาพรวมก่อนว่าสิ่งที่กำลังจะทำนั้นมีจุดหมายคืออะไร อาจจะดู เหมือนง่ายๆ แต่จริงๆ แล้วการเริ่มต้นรู้จักตัวเองนี่เป็นจุดที่หลายคน พลาดมาแล้ว ถ้าเรารู้ว่าจุดหมายเราคืออะไร เราจะกำหนดเส้นทางถูก รวมไปถึงว่า เราอยากจะให้ผู้บริโภคจดจำเราอย่างไรด้วย อย่างเช่น การตลาดที่ PC ทำแตกต่างกับ Mac

เมื่อรู้แล้วก็ทำความเข้าใจกับผู้บริโภคให้ชัด เพราะ ทุกวันนี้ผู้บริโภคมี สิทธิ์ที่จะมองถึงบุคลิกของแบรนด์ในแบบที่แตกต่างไปจากนักการตลาด เราจึงต้องชัดเจนในจุดยืนของเรา และพยายาม ให้ผู้บริโภครู้จักเรา ในแบบที่เราเป็นมากที่สุด

ในมุมของคนทำเว็บอันนี้ก็ต้องชัดเจนว่าเว็บเราเป็นเว็บประเภทอะไรให้อะไรกับคนดู มีประโยชน์อย่างไร และคนจะกลับเข้ามาที่เว็บเรา เพราะเรามีดีอะไรสักอย่าง

2. มีมุก – การสร้างกระแสบอกต่อจำเป็นต้องมี “มุก” สักนิดนึง ทำให้คนสนใจที่จะบอกต่อ ในจุดนี้นักการตลาดหลายๆ คนลง ความเห็นกันว่าเราควรจะสอดแทรก ความสนุกสนานให้คน จำมุขได้โดยที่ไม่ลืมแบรนด์ หรือความรู้ที่มี ประโยชน์มีความหมาย กับผู้บริโภค อย่างเช่น ล่าสุดวง Foo Fighter ออกมาเล่นคอนเสิร์ตฟรีออนไลน์เพื่อสนับสนุนอัลบั้มรวมฮิตที่จะออกปลายปีนี้ นอกจากเรียกกระแสความสนใจโปรโมทอัลบั้มแล้ว ยังเป็นการสร้างความประทับใจจากแฟนเพลงที่ขอเพลงทางอินเทอร์เน็ตได้ด้วย

ตรงส่วนนี้ผมอยากให้คุณ ผู้อ่านลองเข้าไปอ่านในเว็บของ WOMMA ดูนะครับ ในนั้นจะมีคนมาแชร์ “มุก” พวกนี้ไว้เยอะ หรือใครอยากศึกษาเพิ่มเติม อยากแนะนำคุณผู้อ่านลองอ่านหนังสือ “Purple Cow” ของ Seth Godin 2nd edition ดูครับ เล่มนี้เพิ่งอัพเดทใหม่ จะได้ข้อมูลที่หลากหลายมากยิ่ง ขึ้น รวมถึง TheNext Evolution of Markting ของ…

View original post 343 more words

Advertisements

3 Signs You’re Meant to Be a Leader

hmm, interesting

Business & Money


This post is in partnership with Inc., which offers useful advice, resources, and insights to entrepreneurs and business owners. The article below was originally published at Inc.com.

Reading leadership literature (including this column), you’d sometimes think that it was written in the stars that everyone has the potential to be an effective leader.

I don’t believe that to be true. In fact, I see way fewer truly effective leaders than I see people stuck in positions of leadership who are woefully incompetent at worst and seriously misguided about their own abilities at best.

Part of the reason this happens is a lack of honest self-assessment by those who aspire to leadership in the first place. And so, in the interest of increasing the quality of next-generation leadership, I give you this simple three-point self-assessment tool.

MORE: (5 Negotiation Tips From Steve Jobs)

To paraphrase a certain comedian…

View original post 660 more words

ต่อโทที่ BSD Chula กันเถอะ :D

Ref: BSD Chula เปิดรับสมัครนักศึกษาปริญญาโทภาคพิเศษ

BSD หรือชื่อเต็มๆคือ Business Software Development (หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการพัฒนาซอฟต์แวร์ด้านธุรกิจ)

BSD Chula เรียนอะไร

ตอบสั้นๆ ว่า เรียน IT ผสมกับ Business 
แต่เนื้อหาที่เรียนไม่ลงลึกจนมากเกินไปเหมือนเรียนด้าน Business หรือเรียน Comsci หรือ IT
เนื้อหาหลักๆจะมี 2 ส่วน คือ

  1. การเรียนเพื่อที่จะได้เข้าใจว่า “ธุรกิจ” ทำงานกันอย่างไร มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง ในแต่ละขั้นตอนในการทำธุรกิจ เกิดปัญหาอะไรบ้าง แล้วเราจะนำเอาซอฟแวร์เข้ามาช่วยเหลือให้ธุรกิจทำงานได้ดีขึ้นได้อย่างไร
  2. ในการพัฒนาซอฟแวร์(ที่จะนำมาช่วยเหลือธุรกิจน่ะ) จะต้องมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง จะต้องไปเก็บข้อมูลอย่างไร ได้ข้อมูลมาแล้ว จะนำเอามาวิเคราะห์อย่างไร แบบไหนที่เรียกว่านวัตกรรม แบบไหนที่น่าจะเอามาทำซอฟแวร์(ที่ตลาดหรือธุรกิจน่าจะสนใจ)ได้

ซึ่งจะเน้นให้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งถึงแนวคิดการทำธุรกิจ ปัญหาทางธุรกิจที่น่าจะใช้ซอฟแวร์เข้าไปแก้ไขได้ รวมทั้งสอนวิธีการนำเสนอด้วย 

จะเห็นได้ว่าครบทั้ง flow ของการทำ start up เลยคือ

  1. ทำความเข้าใจกับขั้นตอนการทำงานปกติ ของธุรกิจ
  2. สัมภาษณ์ธุรกิจ ค้นหาปัญหา และหาทางแก้ไข (โดยใช้ซอฟแวร์)
  3. พัฒนาซอฟแวร์
  4. นำเสนอ หรือ เอาไปขาย หรือเอาไป pitch!

เรียนยากไหม

ไม่ยากเลย จริงๆ
ผมเรียนจบคณิตศาสตร์มา มีพื้นฐานคอมพิวเตอร์เล็กๆน้อยๆ ก็ยังไปเรียนชิลล์ๆได้สบายๆ เพื่อนๆบางคนที่เรียนด้วยกันก็ไม่ได้จบสายคอมและก็ไม่ได้ทำงานสาย IT ก็ยังมาเรียนได้อย่างสบายๆ

การเรียนส่วนใหญ่จะเน้นการคิดวิเคราะห์ และการนำไปประยุกต์ใช้
เราสามารถไปเรียนตอนเย็น และวันพรุ่งนี้เอาไปปรับใช้กับการทำงานได้ทันทีเลย !

ส่วนเรียนที่ว่าจะมีเขียนโค้ดไหม หรือต้องเขียนเก่งไหม
ขอบอกว่าไม่จำเป็น (เพื่อที่เรียนด้วยกันหลายคนเขียนโค้ดไม่ได้นะ เพราะไม่ใช้โปรแกรมเมอร์) เพราะไม่มีข้อสอบเขียนโค้ด และหลักสูตรเน้นให้เข้าใจวิธีการและขั้นตอนการพัฒนาซอฟแวร์เพื่อธุรกิจ การเขียนโค้ดเราไปจ้างคนอื่นเขียนก็ได้จริงไหม แต่ว่าเราจะสื่อสารให้คนเขียนเข้าใจเราได้หรือปล่าว อันนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

การบ้านเยอะไหม

เยอะมาก(ซึ่งคิดว่าปกติก็เยอะทุกที่นะ) เพราะว่าเวลาเรียนค่อนข้างน้อย อาจารย์เลยจัดการบ้านให้เยอะมากพอสมควร แต่ก็ทำเป็นกลุ่มหมดเลยนะ 

ซึ่งการบ้านจริงๆแล้ว ไม่ใช่การบ้านแบบว่าให้โจทย์มาแล้วไปหาคำตอบในอินเตอร์เน็ท
แต่จะเป็นการบ้านที่ให้เราลงมือทำจริงๆมากกว่า คือเน้นให้ไปสัมภาษณ์ธุรกิจ เขียนแผน หาปัญหา ลงสนามจริงเลย

เหมาะกับใคร

ก็ต้องเหมาะกับผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับ IT ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นโปรแกรมเมอร์ก็ได้ เป็น Tester, SA, AE หรือแม้แต่ Sale ผมว่าได้หมด มาเรียนแล้วจะทำให้เข้าใจธุรกิจมากขึ้น มองเห็นปัญหา และอาจจะสร้างโปรดักของตัวเองเอามาขายได้

โดยเฉพาะผู้ที่อยากจะเปิดธุรกิจ IT หรืออยากเป็น Startup ผมว่าเหมาะที่สุดเลย
เนื้อหาที่เรียนค่อนข้างเหมือนกับงาน Startup ที่จัดขึ้นมาบ่อยๆในช่วงนี้ แต่ที่นี่ให้คุณได้มากกว่า และก็ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนกว่า ว่าเราจะสร้างซอฟแวร์มาเพื่อแก้ปัญหาธุรกิจ ไม่ใช่ซอฟแวร์ที่เอามาเล่นฆ่าเวลาในมือถือ

ไม่เหมาะกับใคร

ผู้ที่คิดว่ามาเรียนเพื่อเอาใบปริญญาอย่างเดียว สาขานี้ไม่เหมาะอย่างมาก เพราะทุกอย่างต้องลงมือทำเองหมดเลย

มีอะไรพิเศษบ้าง

  • มีข้าวให้กินตอนเย็น (ฮา)
  • มีบางวิชาที่มีเรียนที่นี่ที่เดียวนะ เช่น HCI หรือ Human Computer Interaction ซึ่งเป็นวิชาที่สอนเกียวกับ UX
  • เวลาสอบให้ Open Book หมดทุกวิชาเลย
    ก็อย่างที่บอก เค้าเน้นการวิเคราะห์ และการเอาไปใช้งานจริง ของจริงมันเปิดหนังสือได้ใช่มั๊ยล่ะ

Convert to WebM, OGG/Theora and MP4

แปลงไฟล์ปกติใช้คำสั่ง ffmpeg ดังนี้
> ffmpeg -i foo.avi foo.webm

การแปลงไฟล์ไปเป็น WebM, OGG/Theora และ MP4 ทำไปก็เพื่อจะเล่น HTML5 video นั่นเอง
ซึ่งจะต้องลง dependencies เพิ่มเติมอีกนิดหน่อย คือ

จากนั้นก็มาทำการติดตั้งทั้ง 5 ตัวนี้ก่อน โดย

  1. แตกไฟล์ทั้งหมดไว้ในฟลเดอร์ที่สร้างไว้ (ตัวอย่างเค้าสร้างไว้ที่ ~/myvideos/dist )
  2. สร้างแล้วก็ compile
    > ./configure –prefix=~/myvideos/dist && make && make install
  3. แล้วก็ทำการ build file เป็น ffmpeg
    > $ LDFLAGS=-L$~/myvideos/dist/lib CFLAGS=-I~/myvideos/dist/include ./configure –prefix=~/myvideos/dist –enable-gpl –enable-nonfree –enable-libvpx –enable-libvorbis –enable-pthreads –enable-libx264 –enable-libfaac –enable-libtheora
    > make && make install
  4. เก็บ path ใหม่เอาไว้อ้างอิงเพื่อเรียกใช้ ffmpeg (เพราะมันจะอยู่ใน ~/myvideos/dist/bin/ffmeg)
    > export LD_LIBRARY_PATH=~/myvideos/dist/lib/

convert เป็น WebM/vp8 ก็ใช้คำสั่ง
> ffmpeg -i input.mov -acodec libvorbis -ac 2 -ab 96k -ar 44100 -b 345k -s 640×360 output.webm

convert เป็น OGG/Theora ก็ใช้คำสั่ง
> ffmpeg -i input.mov -acodec libvorbis -ac 2 -ab 96k -ar 44100 -b 345k -s 640×360 output.ogv

convert เป็น MP4/h264 ก็ใช้คำสั่ง
ffmpeg -i input.mov -acodec libfaac -ab 96k -vcodec libx264 -vpre slower -vpre main -level 21 -refs 2 -b 345k -bt 345k -threads 0 -s 640×360 output.mp4

ดูแล้วเวลาที่แปลงไฟล์ออกมา มันมั่นใจกว่าไปทำจากพวกโปรแกรมสำเร็จรูปตั้งเยอะ ไม่รู้ว่ามันเอาไปทำอะไรมาบ้าง

ref: http://paulrouget.com/e/converttohtml5video/

WordPress i18n date

พอดีทำงานแล้วต้องใช้
แล้วดันไปเจอของคนอื่น อ่านโค้ดแล้วอยากจะทุบหัวคนเขียน ตา pp อะไรเนี่ย
คราวที่แล้วก็ plugin สำหรับแปลง slug ไปเปลี่ยน slug เราหมดเลย แถมไม่ยอมทำ backup ให้ด้วย

ก็เลยต้องทำเอง > https://gist.github.com/ilumin/6061184