5 ขั้นตอน เมื่อทะเลาะกับแฟน…แมนเดลาช่วยได้

Originally posted on // a r t y t ' s b l o g : บ ล็ อ ก ข อ ง อ า ทิ ต ย์ //:

เนลสัน แมนเดลา เป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ของโลกคนหนึ่ง เป็นนักต่อสู้เพื่อความเสมอภาคของคนผิวสีมาทั้งชีวิต เป็นประธานาธิบดีผิวสีคนแรกของแอฟริกาใต้ หลังจากติดคุกมายาวนานถึง 27 ปี

แล้ว แมนเดลา จะเกี่ยวอะไรกับการทะเลาะกับแฟน(วะ)?… มันเป็นแรงบันดาลใจน่ะ พอดีได้ดูหนัง Invictus อีกรอบ เลยพาลหยิบอะไรเกี่ยวกับแมนเดลามานั่งอ่าน ด้วยความที่ แมนเดลาเป็นนักต่อสู้ด้วยสันติภาพ เค้ามีความเชื่อมั่นอย่างยิ่งในการเอาชนะใจทุกคน รวมไปถึงศัตรูด้วยความรัก และความเข้าใจ ใส่ใจผู้อ่ื่นเป็นที่ตั้ง นี่แหล่ะ..คือเหตุผลสำคัญ การที่เรากับแฟนทะเลาะเนี่ย.. สำหรับคนสองคนก็เป็นเรื่องยิ่งใหญ่พอๆกับสันติภาพโลกทีเดียว คนสองคนต้องอาศัยความเข้าใจ นี่แหล่ะ…คือเหตุผลที่คำพูดของแมนเดลา น่าจะเอามาใช้ได้เวลาทะเลาะกับแฟน ( จารึกไว้เป็นการเอาไว้เตือนตัวเองด้วย )

ทีนี้เรามาเริ่มจับแพะชนแกะกันดีกว่า สมมติว่าเรากำลังทะเลาะกับแฟนอย่างรุนแรง … ขอนำเสนอ 5 ขั้นตอน “เมื่อทะเลาะกับแฟน แมนเดลาช่วยได้” ดังนี้..

1. ตั้งสติและรู้ตัวว่าเรากำลังโมโห

แมนเดลา เคยบอกไว้ว่า “พอเราย้อนคิดถึงสิ่งที่ถูกกระทำในอดีต เรามักรู้สึกโกรธ แต่พอคิดดีๆแล้วจะพบว่า เรามีเวลาใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้จำกัดมาก เราต้องพยายามให้ผ่านความรู้สึกนี้ไป”

เราควรมองย้อนมาที่ตัวเอง อย่าเพิ่งไปใส่ใจที่แฟน เพื่อจะได้รู้ว่า เรากำลังโกรธ ซึ่งสิ่งที่โกรธนั้นมันมาจากเหตุการณ์ที่ผ่านไปแล้วเสมอ เช่น โกรธเพราะโดนแฟนพูดจาไม่ดี ก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วมันแก้ไขอะไรไม่ได้ เราก็ควรจะปล่อยผ่านไปให้ได้ เพราะมันเสียเวลารักกัน

2. เมื่อรู้ตัวว่าโมโห ก่อนพูดอะไรออกไปทุกคำ คิดดีๆว่ามันพูดเพื่อความสะใจ หรือ พูดเพราะเหตุผลที่เรารู้สึกจริงๆ ถ้าพูดจากเหตุผลจริงๆ ก็พยายามลดน้ำเสียงและความรุนแรงของคำลงให้น้อยที่สุด

แมนเดลา เคยบอกไว้ว่า “อย่าพูดด้วยเหตุผล จงพูดด้วยหัวใจ เพราะความอคตินั้นไม่มีเหตุผล”

เมื่อคนเราโกรธ จะพูดจากอารมณ์ด้วยกันทั้งนั้น และก็จะไม่ฟังความคิดเห็นอะไรจากอีกคนหนึ่ง และต่อให้สงบแล้ว ในหลายๆเรื่อง การที่จะโน้มน้าวให้อีกคนเห็นด้วยกับสิ่งที่เห็นไม่ตรงกันเลย มันมักจะใช้เหตุผลไม่ได้ เพราะ ความอคติมันมักไม่มีเหตุผล อย่างที่แมนเดลาบอก

3. เมื่อได้พูดในสิ่งที่คิดออกไปแล้ว ขอให้ถือว่าจบตรงนั้น อย่าพยายามเอาชนะหรือโน้มน้าวให้แฟนเห็นด้วยในสิ่งที่ตัวเองคิด เพราะนั่นคือการเอาชนะกัน และมันจะจบด้วยความไม่เข้าใจอยู่ดี หลังจากพูดในสิ่งที่ตัวเองคิดแล้ว ควรชวนให้แฟนพูดในสิ่งที่เค้าคิดและรู้สึกออกมาตรงๆ เป็นการเปิดใจอย่างสร้างสรรค์

แมนเดลา เคยบอกไว้ว่า “การยอมแพ้ให้ถือเป็นชัยชนะจำพวกหนึ่งด้วย เพราะการยอมแพ้หมายถึงการที่คุณก้าวข้ามไปสู่ฝ่ายชนะ”

4. ลด ego ของตัวเองลงซะ.. แล้วขอโทษในสิ่งที่ตัวเองรู้สึกว่าทำเกินกว่าเหตุ เช่น พูดเสียงดัง , ใช้คำพูดไม่ดี ฯลฯ หรือ ขอโทษอย่างจริงใจในสิ่งที่แฟนได้พูดแสดงความรู้สึกออกมาแล้ว ว่าไม่พอใจเพราะอะไร

แมนเดลา บอกไว้ว่า “การให้อภัย คือการขจัดความกลัวออกไป นั่นแหล่ะ..คือเหตุผลที่มันเป็นอาวุธชั้นเลิศ”

การให้อภัยทั้งตัวเองและแฟน เป็นการลดกำแพงขนาดใหญ่ลง มันไม่ควรมีกำแพงที่ว่า ชั้นขอโทษเธอก่อนแล้วจะเสียหน้า หรือ ชั้นยอมเธอดีๆแล้วจะกลายเป็นคนแพ้ เพราะระหว่างคนสองคน ไม่มีคนแพ้ หรือเสียหน้า ดีกว่าเสียความสัมพันธ์ดีๆและความรู้สึกดีๆกันไปทั้งคู่ โดยแค่เหตุผลของการมี ego

5. เมื่อพูดจบ ก็ไม่จำเป็นต้องคาดหวังว่าแฟนจะทำในสิ่งเดียวกันกลับมา เพราะจริงๆแล้วเราได้ทำสิ่งดีที่สุดให้กับความสัมพันธ์นี้แล้ว

แมนเดลา บอกไว้ว่า “จงทำในสิ่งที่คนที่เกลียดเราไม่เคยให้เรา นั่นคือ ให้ความเมตตา และหยิบยื่นมิตรภาพไปก่อน อย่าให้เค้ามองเราเป็นคนไม่ดีแบบที่เค้าคาดไว้ในใจ แต่เพราะเราเป็นคนดีได้มากกว่านั้น”

ในบางครั้ง เราอาจจะยอมและพูดจาดีๆตามทั้ง 4 ข้อมาหมดแล้ว แต่แฟนเราอาจจะทำไม่ได้แบบนี้ ก็อย่าไปคาดหวังว่าเค้าจะต้องทำให้ได้เหมือนที่เราหวัง เพราะมันจะกลับไปสู่ขั้นตอนที่ 1 ใหม่ คือ ทะเลาะกันใหม่อีก เราควรต้องคิดว่า…

View original 23 more words

วิธีถ่ายรูปกล้องฟิล์มในวันโลกแตก ด้วยกฏ Sunny 16

Originally posted on // a r t y t ' s b l o g : บ ล็ อ ก ข อ ง อ า ทิ ต ย์ //:

หลังจากนั่งดูหนังล้างโลกติดๆกันหลายเรื่องไปหน่อย มันก็เลยอินเล็กน้อย ช่วงนี้ Godzilla กำลังฮิตด้วย ประกอบกับคำถามของน้องๆหลายๆคนว่า“พี่ครับ อยากให้แนะนำวิธีการถ่ายรูปกล้องฟิล์มเบื้องต้นหน่อยครับ” ก็เลยคิดเล่นๆว่า

“ถ้าวันนึง พวกเราตื่นเช้าขึ้นมา พบว่าประเทศนี้ไฟฟ้าดับ ไม่มีแบตฯ ไม่มีถ่านอะไรให้ใช้ เราจะทำยังไงกันดี?..”

นี่คือโจทย์การถ่ายรูปวันนี้ งงมั๊ยล่ะ ฮาๆ ข้อดีของกล้องฟิล์มหลายๆตัว โดยเฉพาะกล้องโบราณๆหน่อย ก็คือ มันไม่ต้องการพลังงานอะไรเลย กลไกล้วนๆ อย่างพวกกล้อง SLR ( กล้องที่โฟกัสภาพจากกระจกสะท้านเลนส์โดยตรง ทำให้เห็นภาพยังไง ก็จะถ่ายได้รูปแบบนั้น ) อย่างรุ่น Olympus OM-1 , Pentax K1000 , Nikon FM2 ฯลฯ อะไรแบบนั้น หรือแม้แต่กล้อง Rangefinder กล้องกะระยะแบบอื่นๆ ในหลายๆรุ่น ก็สามารถปรับ Manual ได้เหมือนกัน

ข้อดีข้อนี้ ช่างเหมาะกับยามโลกแตกจริงๆ แต่.. เราจะต้องเข้าใจ กลเม็ดเล็กๆน้อยๆซะก่อน ฝรั่งเรียกกฏนี้ว่า Sunny 16 เป็นสิ่งที่คนสมัยก่อน สัก 40-50 ปี ใช้ในการถ่ายรูปโดยไม่ต้องอาศัยเครื่องวัดแสงใดๆทั้งสิ้น

เจ้ากฏ Sunny 16 นี่มีคนอธิบายไว้มากมายใน Google ไม่เชื่อก็ลอง Search ดูได้ แต่วันนี้เราอยากอธิบาย Sunny 16 ในแบบของเราบ้าง ตัดสินใจหยิบกล้องออกไปตากแดดแบบ Super Sunny ของเมืองไทยสักหน่อย

ซึ่งในบทความนี้ นอกจากจะพูดเรื่องกฎ Sunny 16 แล้ว ยังมีผลพลอยได้เป็นเรื่อง “ชัดตื้น ชัดลึก ด้านหน้าชัด ข้างหลังเบลอ” ไปด้วยในตัว

เอาล่ะ… มาเริ่มกันเลย ขั้นตอนการเตรียมตัวถ่ายแบบ Sunny 16 

  1. กล้องฟิล์มที่ใช้เนี่ย ต้อง Manual นะจ๊ะ คือปรับรูรับแสงเอง ปรับความเร็วชัตเตอร์กันเอง ถ้าประเภทออโต้ทั้งหลายนี่ อ่านเล่นๆไปละกัน ก็สามารถเอาไปดัดแปลงกันได้ในบางทีนะ
  2. เตรียมฟิล์มที่จะใช้ให้เรียบร้อย เราจะใช้ฟิล์ม ISO เท่าไหร่ ต้องรู้ก่อน เช่น Kodak Color Plus 200 ก็คือ ISO 200 เป็นต้น
  3. เมื่อรู้แล้วว่าเราใช้ ISO เท่าไหร่ ให้ปรับ ความเร็วชัตเตอร์ให้เลขมันใกล้เคียงกัน เช่น ISO 200 ก็ปรับไปที่ 1/250 sec  , ถ้า ISO 100 ก็ปรับไปที่ 1/125 sec เป็นต้น
  4. ทีนี้ขั้นต่อไปคือการปรับ รูรับแสง หรือ F-Stop ให้ดูดินฟ้าอากาศ แสงแดด เป็นสิ่งสำคัญของการถ่ายรูปด้วยกล้องฟิล์ม รูปจะสวยไม่สวย ให้ดูที่แสงเลย ถ้าเราเห็นว่าแสงมันสวย รูปก็จะสวยแน่นอน เรามาดูกันว่า แสงแบบไหน จะปรับรูรับแสงเป็นเท่าไหร่ดี

View original 222 more words

SOLID

S = Single Responsibility
A class should have one responsibility.

O = Open/Closed
A class should be open for extension but closed for modification.

L = Liskov Substitution
Objects in a program should be replaceable with instances of their subtypes without altering the correctness of that program.

I = Interface Segregation
Many client-specific interfaces are better than on general-purpose interface.

D = Dependency Inversion
One should depend upon abstractions rather than concrete classes.

How to วิธีถ่ายรูปกล้องฟิล์มสไตล์ญี่ปุ๊น ญี่ปุ่นโดยไม่ต้องแต่งภาพ

Originally posted on // a r t y t ' s b l o g : บ ล็ อ ก ข อ ง อ า ทิ ต ย์ //:

พักนี้มีน้องๆที่สั่งฟิล์มที่ร้านเรา มักจะถามถึงว่าอยากได้รูปแนวญี่ปุ่นๆ (ไม่ใช่ AV นะ) คือแบบขาวโพลนๆ กรุ๊กกริ๊กๆ แบบใน Magazine ญี่ปุ่น จะใช้ฟิล์มอะไร หรือใช้กล้องอะไรประมาณนี้นะ…  เราก็บอกไปว่า จริงๆกล้องนี่ถ่ายได้หมดแหล่ะ มีอะไรอยู่มันก็ถ่ายได้ การเลือกฟิล์มก็มีผล ก็นี่ล่ะข้อดีของฟิล์มจะปรากฏ เพราะการถ่ายอะไรแบบนี้ ถ้าเราเข้าใจโทนภาพนะ ไม่ต้องมาแต่งภาพทีหลังเลย ถ่ายอะไรออกมาก็ได้แบบนั้นแหล่ะ แต่คือรายละเอียดมันเยอะวุ๊ยย อธิบายไงดี…  นั่งนึกไปนึกมา ก็คิดว่า เฮ้ย.. น่าจะทำเป็น How to ไปเลยดีกว่า น่าจะเข้าใจง่ายดี เหมาะกับมือใหม่

ว่าแล้วเราก็มองซ้ายมองขวา กล้องตัวไหนว่างอยู่ อ่อ.. Olympus OM-1 มีอยู่ตัวนึงไม่มีฟิล์มใส่อยู่ คว้าไป เอาฟิล์มอะไรดีล่ะ..มองไปในสต็อคฟิล์มตัวเอง.. อืม อันนี้ละกัน Kodak Proimage 100 เพราะว่าราคาไม่แพง และโทนสีเหมาะด้วย น้องๆน่าจะชอบกัน โหลดฟิล์มเข้าไปป๊าปป… มาเริ่มกันเลยยย

เตรียมความพร้อมกันก่อน

1. กล้องฟิล์ม มีอะไรอยู่ก็ใช้ตัวนั้นแหล่ะ ไม่จำเป็นต้องไปซื้อใหม่ให้เปลืองตังนะ นอกจากว่า เฮ้ย..มีตังอ่า ไรงี้ ก็ไม่ว่ากัน แนะนำว่าเป็นกล้องที่รูรับแสงกว้างๆ (ค่า F มันน้อยๆนั่นแหล่ะ เช่น F1.7 อะไรแบบนี้) และถ้ามันปรับ Manual ได้จะดีมาก อย่างน้อยๆก็ปรับรูรับแสงเอง

2. ฟิล์มสี มีผลในการให้โทนภาพอยู่ ไม่จำเป็นต้องราคาแพงเลย ขอแค่เป็นฟิล์มใหม่ ไม่เอาฟิล์มบูดนะ เพราะมันจะเดาไม่ได้ว่าโทนจะเป็นแบบไหน และฟิล์มบูดส่วนใหญ่จะให้ภาพ Under สีเพี้ยน ฟิล์มที่เหมาะกับการถ่ายประเภทนี้ เช่น Kodak Colorplus 200 , Kodak Proimage 100 , Kodak Gold 200 หรือถ้าจะราคาสูงขึ้นมาอย่าง Kodak Portra 160 , Fujicolor 100 , AGFA Vista 200 เป็นต้น พยายามใช้ ISO ที่น้อยๆเข้าไว้ (ค่าความไวแสงของฟิล์มน่ะ ให้มันต่ำๆ เช่น 100 หรือ 200 ตามชื่อรุ่นฟิล์มนั่นแหล่ะ)

3. พรอพต่างๆ เช่น ต้นไม้ใบหญ้า กระบองเพชรที่ฮิตๆกันน่ะ เลือกที่มันดูญี่ปุ่นๆนะ ดูตาม Magazine ได้ หรือพวกของกรุ๊กๆกริ๊กๆทั้งหลายแหล่ะ ถ้วยกาแฟ ตุ๊กตาวินเทจ หรือแม้แต่กล้องฟิล์ม หรือหนังสือที่มีตัวหนังสือญี่ปุ่นสวยๆงิ ไม่เอาโป๊นะ ภาพออกมาฮือฮาเลยทีเดียว

4. สิ่งสำคัญที่สุดในสิ่งที่ต้องมี ก็คือ “แสงแดด” สำหรับเรา สิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญที่สุดของการถ่ายภาพสีนะ ไม่ว่าจะแนวไหน แสงยังไง จะได้ภาพแบบไหน เราต้องอาศัยแสงหมด ถ่ายภาพแนวญี่ปุ่นๆควรจะใช้แสงแดดที่ไม่แรงจนเกินไป แต่ต้องไม่เย็น ไม่มืดจนเกินไป เวลาประมาณ 8-9 โมงเช้า หรือ บ่าย 3-4 โมงเย็นกำลังดี…

View original 139 more words

10 Things You Need To Drop To Stay Motivated

ที่มา: http://www.lifehack.org/articles/communication/10-things-you-need-drop-stay-motivated.html

1. You will need to drop the sense of entitlement
ในที่นี้หมายถึง อย่ารีรอให้ใครมาช่วยเหลือ ถ้าเรามีเป้าหมาย เราก็ต้องเริ่มด้วยตัวเรา ทำด้วยตัวเรา เราถึงจะสามารถบรรลุเป้าหมายนั้นได้

2. You will need to drop stress
อย่าไปเครียด อย่าหมกมุ่นอยู่กับงานมากเกินไป ชิวิตต้องพักบ้างไรบ้าง คอมพิวเตอร์ยังพังเลยถ้าทำงานหนักๆ แล้วร่างกายคนเราล่ะ ถ้าทำงานไม่พักจะไหวเหรอ ออกไปพบปะผู้คน ออกกำลังกาย เลี้ยงสัตว์ ฯลฯ

3. You will need to drop negativity
พยายามมองโลกในแง่ดี การมองโลกในแง่ร้ายจะทำให้คุณยิ่งอยู่ห่างจากสังคม นั่นหมายถึงอยู่ห่างความช่วยเหลือด้วย ความสำคัญคือเราต้องพยายามอยู่กับสังคมและผู้คนที่อยากช่วยเหลือเรา แต่เราต้องพยายามอยู่ห่างคนที่ไม่ได้ใส่ใจกับความฝันของเรา

4. You will need to drop comparisons
เลิกเปรียบเทียบตยเองกับผู้อื่น(หรือผู้อื่นกับผู้อื่น) ได้แล้ว การเปรียบเทียบในลักษณะนี้จะทำให้คุณมีนิสัยขี้อิจฉาริษยา

5. You will need to drop time management issues

“Don’t watch the clock; do what it does. Keep going.” – Sam Levenson

บางครั้งก็ลืมเรื่องเวลาไปบ้าง ทำทุกอย่างที่สามารถทำได้

6. You will need to drop impatience
จะรีบร้อนไปใย คนที่เร่งรีบ โดยปกติคือคนที่ไม่สามารถทำงานได้ตรงตามเป้าหมายที่เขาวางไว้(นั่นเป็นเหตุที่เขาต้องเร่งรีบ) จงใช้พลังอย่างคุ้มค่า อย่าเร่งรีบจนเกินไป

7. You will need to drop the lazy attitude

“The secret of getting ahead is getting started.” – Mark Twain

อย่าขี้เกียจ

8. You will need to drop the ungrateful mindset

9. You will need to drop the serious mentality
อย่าจริงจังกับชีวิตมากเกินไป หยุดพักบ้าง อยู่กับครอบครัวบ้าง เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่จะสำเร็จได้ถ้าเราทำเป้าหมายให้เล็กๆ หลายๆเป้าหมายและทำให้มันสำเร็จไปทีละอย่าง

10. You will need to drop the excuses
เลิกโยนความผิดให้คนอื่น เลิกหาเหตุผลมากล่าวอ้าง

Vocab:
entitlement: the fact of having a right to something
impatient: having or showing a tendency to be quickly irritated or provoked
ungrateful: not feeling or showing gratitude
excuses: seek to lessen the blame attaching to (a fault or offence); try to justify